เรื่องสั้นจาก Abwrite vol.1
เนื้อเรื่องโดย .... พีจัง
เอามาให้ลองอ่านกัน ยังมีอีกหลายเรื่องในเล่ม ถ้าสนใจ จะมาซื้อหรือจะรออ่านในนี้ก็ไม่ว่ากัน หลังจากไปขายที่งานแฟตเราก็จะเอาเรื่องมาลงในบล็อคนี้ ให้เพื่อนๆได้อ่านทั่วกัน
ขอบคุณ สำหรับการเยี่ยมชมบล็อคของเรา
********************
ผมตื่นขึ้นมาในห้องสี่เหลี่ยม อันเป็นที่พักอาศัยมายาวนาน ห้องสี่เหลี่ยมนี้เป็นห้องเดียวที่อยู่บริเวณชั้นบนสุดของอาคารที่ถูกตัดขาดจากการเคลื่อนไหวของวิถีชีวิตของคนทั่วไปภายนอก ข้างกายมีคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คที่ยังคงเปิดทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืน หน้าต่างห้องแง้มเปิดเล็กน้อย มีเสียงโวยวายจากวิถีชีวิตคนเบื่องล่างเล็ดลอดเข้ามา ผมพลิกตัว มองเห็นที่นอนว่างเปล่า เธอคงจากไปนานแล้ว ผมค่อยๆขยับตัวลุกขั้นจากเตียง เคลื่อนตัวมายังหน้าต่างที่แง้มเปิดไว้ ฟังเสียงของวิถีชีวิตคนเบื่องล่าง พรางนึกดีใจที่เลือกใช้ชีวิตที่ไม่ต้องเร่งรีบเข้าทำงานตอนเช้าและเลิกงานตอนเย็นอย่างคนทั่วไป ผมหันกลับมามองภายในห้อง เอื้อมมือหยิบเศษกระดาษบนโต๊ะปลายเตียงขึ้นมา มีข้อความบางอย่างถูกเขียนถึงผมอยู่บนกระดาษแผ่นนั้น คงเป็นข้อความของเธอที่ได้เขียนทิ้งไว้เป็นการอำลา ผมมองมันอย่างไม่ใสใจนัก แต่แล้วสิ่งเล็กๆก็ทำให้ผมต้องสนใจเธอ เมื่อผมเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่กำลังส่งเสียงร้องอันเนื่องจากการตั้งปลุกเมื่อคืน ทันทีที่ได้หยิบขึ้นมากดปุ่มเพื่อหยุดเสียงร้อง สิ่งที่ได้เห็นบนหน้าจอมือถือนั้นฟ้องอยู่ คือ ซิมหาย
“ชิบหาย” ผมอุทานในใจ ซิมกูหายได้ไงวะ
ผมนั่งนิ่ง ทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา คิดสงสัยในสิ่งที่เธอได้กระทำลงไป ดังนั้น ผมจึงรีบคว้าเป้ที่เท้า สำรวจของมีค่า แต่ทุกอย่างกลับยังอยู่ครบเหมือนเดิม ผมเดินวนรอบห้องตัวเองอยู่หลายรอบ ก็ไม่พบว่าสิ่งใดหายไป มีเพียงสิ่งเดียวที่หายไป คือ ซิม
ผมหยิบโทรศัพท์ธรรมดาๆ ซึ่งหลบอยู่บริเวณมุมห้อง พรางคิดในใจว่าทำไมจึงรู้สึกเหมือนไม่เคยใช้งานโทรศัพท์เครื่องนี้เลย ฝุ่นบางๆจับที่ก้านถือ ผมค่อยๆกดเลขหมาย ถึงใครซักคน ที่พอจดจำเบอร์ได้ แต่โทรศัพท์นั้นกลับไม่มีเสียงใดๆออกมา ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสำรวจ สายโทรศัพท์ถูกตัดขาด ความกระวนกระวายเพิ่มขึ้นวินาทีที่เรื่องต่างๆค่อยค่อยเผยออกมา ความอึดอัดท่วมทะลักอัดแน่นเกินความจุของห้องสีเหลี่ยมจะทานทนไหว ผมก้าวเท้าไปยังประตูสีเหลี่ยมอันเป็นพื้นที่กั้นระหว่างวิถีชีวิตของผมซึ่งดำเนินอยู่ภายในห้องสีเหลี่ยมห้องนี้ กับ ความว่างเปล่าภายนอกซึ่งเต็มไปด้วยวิถีชีวิตของคนทั่วไปวิ่งไปมา ขยับลูกบิดไปมา ประตูเคลื่อนออกเล็กน้อย แต่เหมือนมีบางอย่างถูกนำมาขวางไว้เบื่องหลัง หลังจากพยายามดันประตูจนเหนื่อย ผมค่อยๆเคลื่อนกายกลับมานั้งประจำที่ บนเตียงนอนโดยมีคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ควางอยู่ข้างกาย หน้าจอที่เปิดไว้มีงานกราฟฟิกซึ่งยังทำค้างไว้ แม้ใกล้เวลาจะส่งมอบงานแล้ว แต่ในเวลานี้ผมไม่มีอารมณ์จะทำงานใดๆทั้งสิ้น ผมหยิบกระดาษซึ่งเธอเขียนทิ้งเอาไว้ขึ้นมาอ่านอีกครั้ง
“ ฉันหวังว่าคุณคงอยากติดต่อกับฉัน”ผมไม่รู้ว่าเธอต้องการอะไร แต่ที่แน่ๆ นั้นคือ เธอขังผมไว้ในกล่องพื้นที่สีเหลี่ยม พร้อมกับความคิดเหลี่ยมๆในหัวของผม
เดิมทีผมรักที่จะอยู่อย่างสันโดษภายใต้ห้องสี่เหลี่ยมห้องนี้ มีความสุขที่ได้มองเห็นวิถีชีวิตคนเบื่องล่างขณะที่ผมอยู่บนพื้นที่ที่ถูกสถาปนาให้เป็นโลกที่มีผมเดินวนเวียนเป็นวิถีวงโคจรของโลกเหลี่ยมๆใบนี้ อาศัยเทคโนโลยีทั้งหลายในการหากิน และอนุญาติให้บางคนได้ขึ้นมาบนอาณาเขตส่วนตัวแห่งนี้แล้วปล่อยคนเหล่านั้นเดินจากไป แต่ในเวลาขณะนี้ ผมกลับรู้สึกเดี่ยวดาย
อยากจะกระโจนไปยังความสับสนที่อยู่เบื่องล่าง อยากทำความรู้จักกับผู้คนซึ่งเดินบนทางที่ผมไม่คิดจะเดินตาม อยากจะเชื้อเชิญให้ทุกคนขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งบนพื้นที่แห่งนี้ จาก นาทีเป็นชั่วโมง หลายชั่วโมงกลายเป็นวัน เงาบนกระจกห้องสะท้อนภาพของตัวผมเองและสภาพแวดล้อมรอบข้าง เวลาผ่านไปนานเท่าไรนั้นไม่มีความหมายเลยเมื่อสภาพที่อยู่ในตอนนี้คือการหยุดนิ่ง มีเพียงเสียงสะท้อนจากวิถีชีวิตเบื่องล่างเล็กน้อยที่เล็ดลอดเข้ามาพร้อมกับลำแสงที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างที่ยังเคลื่อนไหว และเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ผมหายเบื่อได้ นอกจากการนั่งเล่นเกม ฟังเพลง และดูทีวี ผมตั้งใจฟังเสียงสะท้อนของวิถีชีวิตเบื่องล่าง ความสลับซับซ้อนของมันช่างน่าปวดหัว เสียงจากเทคโนโลยี ขนาด เล็ก กลาง ใหญ่ บวกกับจังหวะการเคลื่อนไหวของผู้คนและบทสนทนา ผมได้ยินเสียงหัวเราะของใครซักคนที่กำลังมีความสุข
“ ผมอยู่บนนี้ ช่วยผมด้วย ” ผมตะโกนออกไปนอกหน้าต่าง แต่ดูเหมือนขบวนเสียงจากภายนอกจะวิ่งชนจนคำพูดที่เปร่งออกมากระจายเกลื่อนไปทั่ว ผมพยายามอยู่นานแต่ดูเหมือนประโยคทั้งประโยคที่ได้กล่าวไปไม่สามารถฝ่าผ่านขบวนเสียงมากมายเบื่องล่างไปเข้าหูใครได้ ผมเริ่มท้อใจ อยากมีใครซักคนเดินขึ้นมานำสิ่งกีดขวางที่หลังประตูนั้นออกไป อยากได้ยินและได้เห็นเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของใครคนนั้น และถ้าซิมนั้นยังอยู่ ผมคงโทรเรียกใครซักคนมาช่วยเหลือ หลังจากนั้นผมคงเดินลงจากห้องนี้ลงไปสู่วิถีชีวิตอันวุ่นวายเบื่องล่าง ผมอาจจะเซบ้างเมื่อต้องปะทะกับวิถีชีวิตเบื่องล่างที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและไม่คุ้นเคย แต่อย่างน้อยผมยังมั่นใจว่ายังมีใครซักคนให้มือได้คว้า ผมสะดุ้งจากพะวังเมื่อได้เสียงวัตถุอะไรซักอย่างกำลังเคลื่อนที่เบื้องหลังประตู เมื่อเสียงนั้นสิ้นสุดลง ผมค่อยๆเคลื่อนตัวไปยังประตู ผมบิดลูกบิดช้าๆ ประตูเปิดออก แสงอาทิตย์และอากาศภายนอกเข้าปะทะร่างกายผมจนสายตาพล่ามัว ผมเหลือบเห็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่บริเวณบันไดที่ใช้ลงไปยังชั้นล่าง
“ คุณ ขอบคุณมากที่ช่วยผม คุณชื่ออะไร” “ ตอนนี้คุณอยากรู้จักฉันแล้วหรอ เมื่อคืนนั้นคุณยังไม่คิดจะถามชื่อฉันเลยซักนิด ”สายตาที่พล่ามัวเริ่มชัดเจน เสียงที่ลอยมากระทบโสดประสาทกระตุ้นเตือนความทรงจำในคืนนั้น ผมไม่รู้ซักนิดว่าเธอคือใคร แต่ที่ผมรู้แน่ๆคือผมพาเธอขึ้นมาบนนี้ แล้วเธอก็กักขังผมไว้ในห้องที่ผมอาศัยอยู่
“ คุณทำแบบนี้ทำไม ” “ฉันขอโทษที่ทำแบบนี้ ฉันอยู่ห้องใต้ห้องของคุณบนชั้นล่างถัดลงไป คุณดูเหนื่อยมากเลยนะ คุณตามฉันลงมาดีกว่า เดียวฉันทำอะไรให้ทาน แทนคำขอโทษนะ”คำพูดของเธอไม่ได้ช่วยแก้ข้อสงสัยในคำถามที่ผมได้ถามเธอ แต่ผมก็เดินตามเธอไป หน้าห้องของเธอเป็นเหมือนทางผ่านที่ผมใช้ผ่านเป็นประจำแต่ไม่เคยได้ใส่ใจ เธอเปิดประตูแง้มไว้หมายเป็นการเชื้อเชิญ เธอเดินเข้าไปภายในห้องสี่เหลี่ยมของเธอแล้ว ผมหยุดที่หน้าประตู สำรวจสิ่งแวดล้อมที่อยู่รายล้อมห้องของเธอ นี้คงเป็นพื้นที่ที่วิถีชีวิตของเธอโคจรอยู่ ผมก้าวข้ามประตูห้องของเธอและได้ยืนอยู่บนวงโคจรของเธอ เธอเดินเข้ามาหาผมพร้อมแก้วน้ำซึ่งมีน้ำเต็มแก้ว
“ ขอบคุณนะ”
“ ไม่เป็นไรหรอก ขอบคุณนะที่คุณลงมาเยี่ยมห้องของฉัน ที่นี้คุณยังอยากรู้หรือเปล่าว่าฉันชื่ออะไร"
*************
edit @ 3 Mar 2008 21:24:36 by abwrite
edit @ 3 Mar 2008 21:25:48 by abwrite
edit @ 7 Mar 2008 04:37:37 by abwrite
edit @ 7 Mar 2008 04:45:24 by abwrite