"เพื่อนร่วมทาง"

posted on 27 Apr 2008 22:18 by abwrite  in Short-Story

"นี่...โอม...ไปทางนั้นกันเถอะ...นะๆ...เราอยากไปอ่ะ"
"อะไรของเธอเนี่ยเจน ทางนั้นของมันก็ซ้ำๆน่าเราเดินมาแล้ว"
"แต่เจนอยากไปนี่...โอมไปเป็นเพื่อนเค้าหน่อยนะๆ"
"อย่าเซ้าซี้สิเจน...อีกเดี๋ยวก็ต้องกลับแล้ว ขืนไปทางนั้นก็กลับไม่ทันกันพอดี"
"โถ่...อยู่กับเจนอีกชั่วโมงนึงไม่ได้หรอ"
"ไร้สาระน่า...เดี๋ยววันหลังก็มาเดินใหม่ได้นี่...เจนก็มาที่นี่คนเดียวออกบ่อยไม่ใช่หรือไง"
"...แต่ว่า...วันนี้มันไม่เหมือนกันนี่"
"ไม่เหมือนยังไง...ของมันก็เหมือนเดิมนั่นแหล่ะ"
"...ก็...มีโอม...อยู่ด้วย...นี่นา"
"ไปเหอะเจน กลับบ้านๆ โอมมีนัดคุยกับลูกค้าต่อนะ"
"อืม...กลับก็ได้"

"โอม...มาหาเราได้ไหม...วันนี้อยากเจอเธอจัง"
"ขอโทษนะเจน...วันนี้ต้องประชุมกับสาขาใหญ่ตอนเย็นหน่ะ...เราคงไปหาเจนไม่ทัน"
"งั้นหรอ...ไม่เป็นไรหรอก...ตั้งใจทำงานนะคะ"

"โอม...เจนรักโอมนะ"
"อืม...โอมก็รักเจน"
"ไปนอนแล้วนะโอม...ฝันดีค่ะ"
"อืม...ฝันดี"

"โอม...เป็นไงบ้าง"
"อืม...ก็ทำงานเรื่อยๆไม่มีอะไรนี่...เจนมีอะไรหรอ"
"ไม่มีอะไรจ๊ะ...โทรมาหาเฉยๆ"
"อืม...งั้นแค่นี้นะเจน"
"อืม..."

"โอม...หวัดดีจ๊ะ"
"แค่นี้ก่อนนะเจน...โอมไม่ว่าง"

"โอม..."
"ตื๊ดๆๆๆๆๆ......"

"ไงเจน...คบกับโอมเป็นไงบ้าง"
"ก็ดี...โอมเป็นคนดีมากตั้งใจทำงาน....รักครอบครัว...เราไม่เคยทะเลาะกันเลย"

"เจน...เราคบกันมาตั้งเจ็ดปีแล้ว...แต่งงานกับผมนะ"
"โอม...เจ็ดปี...เป็นเวลาหน่ะมันนานนะ"
"อืมใช่...มันถึงเวลาแล้วที่เราต้องลงเอยกันเสียที"
"แต่...โอมคะ...ระยะทางของเรามันไม่ถึงไหนเลยนะคะ"
"...ระยะทางอะไรเจน?..."

"ระยะทาง....ที่เราเดินด้วยกัน...มันยังเท่าเดิม...มีแค่เวลาเท่านั้นที่วิ่งไป....ไม่เข้าใจเหรอ...โอม"

........

เป็นแค่สิ่ง...ที่ตั้งอยู่...ไม่เคยร่วมทาง...อยู่อ้างว้าง...ลำพัง...แน่ใจหรือว่าเรายัง"รักกัน"

Story : 8 หนวด

เรื่องสั้นเล็กๆน้อยๆ เขียนๆเก็บไว้ เดี๋ยวค่อยไปคัดลงหนังสืออีกที ใครอ่านแล้วถูกใจ หมั่นไส้ ก็ติชมกันได้

http://nuvaha.multiply.com/ ส่วนนี่ link ไป multiply เจ้าของเรื่อง


ไม่ได้เป็น แม้เส้นขนาน ที่ข้างเคียง ไม่ยินแม้เสียง หัวใจขับขาน
ความรักที่เคยเบ่งบาน ค้างนานจนดอกร่วงโรย     

edit @ 9 May 2008 19:11:54 by abwrite

ไม่ได้อัพเดทกันมานาน กับบล็อคดองเน่าหนอนของหนังสือเรา

หลังจากที่เล่มสองรายได้ถล่มทลาย(และล้มละลาย)

เราก็ยังไม่เข็ดยังมีหน้าออกเล่มสามกันอีก

ไหนๆก็ไหนๆทำกันมาแล้วจะหยุดกลางคันก็กระไรอยู่

มันจะดูจับจดเกินไป

อันที่จริงก็ไม่ได้มีกำหนดการจริงจังหรอก

แต่พอดีเมื่อวานได้คุยกับพี่ก้อง หรือ "ตาก้องโรคจิต" ณ แอ๊บเขียนทั้งสองเล่มแรก

เขาถามมาว่า "เล่มหน้าจะออกเมื่อไหร่หรอ"

ไอ้เราก็นะมีคนถาม แสดงว่ายังอาลัยอาวรณ์และยังมีอารมณ์ทำกันอยู่

เราก็เลยบอกไปว่า....."ภายในสิ้นเดือน มิถุนานี้แล้วกันนะ"

แต่ยังบ่ได้บอกกับที่ประชุมคนอื่นเลย บอกไอนนท์ไปอีกคนนึง ฮ่าๆ

เดี๋ยวคงโทรไปแจ้งกำหนดการอีกที

แต่ที่แน่ๆ ปิดเล่มเดือนมิถุนานะครับโผมมม

แจ้งมาให้ทราบโดยทั่วกัน

กระต่ายหมายจันทร์

posted on 07 Mar 2008 04:28 by abwrite  in Short-Story
เป็นเรื่องที่แต่งไว้ในหนังสือ แอ๊บเขียน ฉบับปฐมฤกษ์ ลองอ่านกันดู ความจริงมีจบหลายแบบ แต่เอาแบบที่เผยแพร่สู่สาธารณะชนได้ไปอ่านแล้วกัน

Photobucket

 

Photobucket

 

Photobucket

Photobucket

อ่านไม่ออก ตัวเล็กไป อ่านไม่รุเรื่อง ภาษาสับสน จบไม่ตรงใจ ไม่อยากอ่าน ส่ง sms มาติชมกันได้

เราจะเอาไปพัฒนาในฉบับถัดๆๆๆๆๆๆไป

หรืออยากอ่านตอนจบแบบอื่นๆ ก็บอกมา แต่อาจทำให้เสื่อมจิตโดยใช่เหตุ

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย อารมณ์ก็แปรปรวนบ่อยตามๆกันไป

รักษาใจคนรอบข้างกันด้วยนะจ๊ะ~

edit @ 7 Mar 2008 04:37:08 by abwrite

edit @ 7 Mar 2008 04:44:58 by abwrite

แอบปล่อยมุข

posted on 07 Mar 2008 04:14 by abwrite  in Cartoon

การ์ตูน วาดเอาเสื่อม อยู่ในเล่มนะเออ~

แอบหยาบคายนิดส์บ่ว่ากันนะเออ

Photobucket

 

Photobucket

เจอกัน Fat Festival โชว์เหนือ 8 มีนา นี้ นะเออ~

edit @ 7 Mar 2008 04:18:45 by abwrite

edit @ 7 Mar 2008 04:45:40 by abwrite

edit @ 7 Mar 2008 04:50:50 by abwrite

The Sim

posted on 03 Mar 2008 21:14 by abwrite  in Short-Story

 

เรื่องสั้นจาก Abwrite vol.1

เนื้อเรื่องโดย .... พีจัง

เอามาให้ลองอ่านกัน ยังมีอีกหลายเรื่องในเล่ม ถ้าสนใจ จะมาซื้อหรือจะรออ่านในนี้ก็ไม่ว่ากัน หลังจากไปขายที่งานแฟตเราก็จะเอาเรื่องมาลงในบล็อคนี้ ให้เพื่อนๆได้อ่านทั่วกัน

ขอบคุณ สำหรับการเยี่ยมชมบล็อคของเรา

********************

ผมตื่นขึ้นมาในห้องสี่เหลี่ยม อันเป็นที่พักอาศัยมายาวนาน ห้องสี่เหลี่ยมนี้เป็นห้องเดียวที่อยู่บริเวณชั้นบนสุดของอาคารที่ถูกตัดขาดจากการเคลื่อนไหวของวิถีชีวิตของคนทั่วไปภายนอก ข้างกายมีคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คที่ยังคงเปิดทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืน หน้าต่างห้องแง้มเปิดเล็กน้อย มีเสียงโวยวายจากวิถีชีวิตคนเบื่องล่างเล็ดลอดเข้ามา ผมพลิกตัว มองเห็นที่นอนว่างเปล่า เธอคงจากไปนานแล้ว ผมค่อยๆขยับตัวลุกขั้นจากเตียง เคลื่อนตัวมายังหน้าต่างที่แง้มเปิดไว้ ฟังเสียงของวิถีชีวิตคนเบื่องล่าง พรางนึกดีใจที่เลือกใช้ชีวิตที่ไม่ต้องเร่งรีบเข้าทำงานตอนเช้าและเลิกงานตอนเย็นอย่างคนทั่วไป ผมหันกลับมามองภายในห้อง เอื้อมมือหยิบเศษกระดาษบนโต๊ะปลายเตียงขึ้นมา มีข้อความบางอย่างถูกเขียนถึงผมอยู่บนกระดาษแผ่นนั้น คงเป็นข้อความของเธอที่ได้เขียนทิ้งไว้เป็นการอำลา ผมมองมันอย่างไม่ใสใจนัก แต่แล้วสิ่งเล็กๆก็ทำให้ผมต้องสนใจเธอ เมื่อผมเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่กำลังส่งเสียงร้องอันเนื่องจากการตั้งปลุกเมื่อคืน ทันทีที่ได้หยิบขึ้นมากดปุ่มเพื่อหยุดเสียงร้อง สิ่งที่ได้เห็นบนหน้าจอมือถือนั้นฟ้องอยู่ คือ ซิมหาย

ชิบหาย ผมอุทานในใจ ซิมกูหายได้ไงวะ

ผมนั่งนิ่ง ทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา คิดสงสัยในสิ่งที่เธอได้กระทำลงไป ดังนั้น ผมจึงรีบคว้าเป้ที่เท้า สำรวจของมีค่า แต่ทุกอย่างกลับยังอยู่ครบเหมือนเดิม ผมเดินวนรอบห้องตัวเองอยู่หลายรอบ ก็ไม่พบว่าสิ่งใดหายไป มีเพียงสิ่งเดียวที่หายไป คือ ซิม

ผมหยิบโทรศัพท์ธรรมดาๆ ซึ่งหลบอยู่บริเวณมุมห้อง พรางคิดในใจว่าทำไมจึงรู้สึกเหมือนไม่เคยใช้งานโทรศัพท์เครื่องนี้เลย ฝุ่นบางๆจับที่ก้านถือ ผมค่อยๆกดเลขหมาย ถึงใครซักคน ที่พอจดจำเบอร์ได้ แต่โทรศัพท์นั้นกลับไม่มีเสียงใดๆออกมา ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสำรวจ สายโทรศัพท์ถูกตัดขาด ความกระวนกระวายเพิ่มขึ้นวินาทีที่เรื่องต่างๆค่อยค่อยเผยออกมา ความอึดอัดท่วมทะลักอัดแน่นเกินความจุของห้องสีเหลี่ยมจะทานทนไหว ผมก้าวเท้าไปยังประตูสีเหลี่ยมอันเป็นพื้นที่กั้นระหว่างวิถีชีวิตของผมซึ่งดำเนินอยู่ภายในห้องสีเหลี่ยมห้องนี้ กับ ความว่างเปล่าภายนอกซึ่งเต็มไปด้วยวิถีชีวิตของคนทั่วไปวิ่งไปมา ขยับลูกบิดไปมา ประตูเคลื่อนออกเล็กน้อย แต่เหมือนมีบางอย่างถูกนำมาขวางไว้เบื่องหลัง หลังจากพยายามดันประตูจนเหนื่อย ผมค่อยๆเคลื่อนกายกลับมานั้งประจำที่ บนเตียงนอนโดยมีคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ควางอยู่ข้างกาย หน้าจอที่เปิดไว้มีงานกราฟฟิกซึ่งยังทำค้างไว้ แม้ใกล้เวลาจะส่งมอบงานแล้ว แต่ในเวลานี้ผมไม่มีอารมณ์จะทำงานใดๆทั้งสิ้น ผมหยิบกระดาษซึ่งเธอเขียนทิ้งเอาไว้ขึ้นมาอ่านอีกครั้ง

ฉันหวังว่าคุณคงอยากติดต่อกับฉันผมไม่รู้ว่าเธอต้องการอะไร แต่ที่แน่ๆ นั้นคือ เธอขังผมไว้ในกล่องพื้นที่สีเหลี่ยม พร้อมกับความคิดเหลี่ยมๆในหัวของผม

เดิมทีผมรักที่จะอยู่อย่างสันโดษภายใต้ห้องสี่เหลี่ยมห้องนี้ มีความสุขที่ได้มองเห็นวิถีชีวิตคนเบื่องล่างขณะที่ผมอยู่บนพื้นที่ที่ถูกสถาปนาให้เป็นโลกที่มีผมเดินวนเวียนเป็นวิถีวงโคจรของโลกเหลี่ยมๆใบนี้ อาศัยเทคโนโลยีทั้งหลายในการหากิน และอนุญาติให้บางคนได้ขึ้นมาบนอาณาเขตส่วนตัวแห่งนี้แล้วปล่อยคนเหล่านั้นเดินจากไป แต่ในเวลาขณะนี้ ผมกลับรู้สึกเดี่ยวดาย

 

อยากจะกระโจนไปยังความสับสนที่อยู่เบื่องล่าง อยากทำความรู้จักกับผู้คนซึ่งเดินบนทางที่ผมไม่คิดจะเดินตาม อยากจะเชื้อเชิญให้ทุกคนขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งบนพื้นที่แห่งนี้ จาก นาทีเป็นชั่วโมง หลายชั่วโมงกลายเป็นวัน เงาบนกระจกห้องสะท้อนภาพของตัวผมเองและสภาพแวดล้อมรอบข้าง เวลาผ่านไปนานเท่าไรนั้นไม่มีความหมายเลยเมื่อสภาพที่อยู่ในตอนนี้คือการหยุดนิ่ง มีเพียงเสียงสะท้อนจากวิถีชีวิตเบื่องล่างเล็กน้อยที่เล็ดลอดเข้ามาพร้อมกับลำแสงที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างที่ยังเคลื่อนไหว และเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ผมหายเบื่อได้ นอกจากการนั่งเล่นเกม ฟังเพลง และดูทีวี ผมตั้งใจฟังเสียงสะท้อนของวิถีชีวิตเบื่องล่าง ความสลับซับซ้อนของมันช่างน่าปวดหัว เสียงจากเทคโนโลยี ขนาด เล็ก กลาง ใหญ่ บวกกับจังหวะการเคลื่อนไหวของผู้คนและบทสนทนา ผมได้ยินเสียงหัวเราะของใครซักคนที่กำลังมีความสุข

ผมอยู่บนนี้ ช่วยผมด้วยผมตะโกนออกไปนอกหน้าต่าง แต่ดูเหมือนขบวนเสียงจากภายนอกจะวิ่งชนจนคำพูดที่เปร่งออกมากระจายเกลื่อนไปทั่ว ผมพยายามอยู่นานแต่ดูเหมือนประโยคทั้งประโยคที่ได้กล่าวไปไม่สามารถฝ่าผ่านขบวนเสียงมากมายเบื่องล่างไปเข้าหูใครได้ ผมเริ่มท้อใจ อยากมีใครซักคนเดินขึ้นมานำสิ่งกีดขวางที่หลังประตูนั้นออกไป อยากได้ยินและได้เห็นเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของใครคนนั้น และถ้าซิมนั้นยังอยู่ ผมคงโทรเรียกใครซักคนมาช่วยเหลือ หลังจากนั้นผมคงเดินลงจากห้องนี้ลงไปสู่วิถีชีวิตอันวุ่นวายเบื่องล่าง ผมอาจจะเซบ้างเมื่อต้องปะทะกับวิถีชีวิตเบื่องล่างที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและไม่คุ้นเคย แต่อย่างน้อยผมยังมั่นใจว่ายังมีใครซักคนให้มือได้คว้า ผมสะดุ้งจากพะวังเมื่อได้เสียงวัตถุอะไรซักอย่างกำลังเคลื่อนที่เบื้องหลังประตู เมื่อเสียงนั้นสิ้นสุดลง ผมค่อยๆเคลื่อนตัวไปยังประตู ผมบิดลูกบิดช้าๆ ประตูเปิดออก แสงอาทิตย์และอากาศภายนอกเข้าปะทะร่างกายผมจนสายตาพล่ามัว ผมเหลือบเห็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่บริเวณบันไดที่ใช้ลงไปยังชั้นล่าง

คุณ ขอบคุณมากที่ช่วยผม คุณชื่ออะไร ตอนนี้คุณอยากรู้จักฉันแล้วหรอ เมื่อคืนนั้นคุณยังไม่คิดจะถามชื่อฉันเลยซักนิดสายตาที่พล่ามัวเริ่มชัดเจน เสียงที่ลอยมากระทบโสดประสาทกระตุ้นเตือนความทรงจำในคืนนั้น ผมไม่รู้ซักนิดว่าเธอคือใคร แต่ที่ผมรู้แน่ๆคือผมพาเธอขึ้นมาบนนี้ แล้วเธอก็กักขังผมไว้ในห้องที่ผมอาศัยอยู่

คุณทำแบบนี้ทำไม ฉันขอโทษที่ทำแบบนี้ ฉันอยู่ห้องใต้ห้องของคุณบนชั้นล่างถัดลงไป คุณดูเหนื่อยมากเลยนะ คุณตามฉันลงมาดีกว่า เดียวฉันทำอะไรให้ทาน แทนคำขอโทษนะคำพูดของเธอไม่ได้ช่วยแก้ข้อสงสัยในคำถามที่ผมได้ถามเธอ แต่ผมก็เดินตามเธอไป หน้าห้องของเธอเป็นเหมือนทางผ่านที่ผมใช้ผ่านเป็นประจำแต่ไม่เคยได้ใส่ใจ เธอเปิดประตูแง้มไว้หมายเป็นการเชื้อเชิญ เธอเดินเข้าไปภายในห้องสี่เหลี่ยมของเธอแล้ว ผมหยุดที่หน้าประตู สำรวจสิ่งแวดล้อมที่อยู่รายล้อมห้องของเธอ นี้คงเป็นพื้นที่ที่วิถีชีวิตของเธอโคจรอยู่ ผมก้าวข้ามประตูห้องของเธอและได้ยืนอยู่บนวงโคจรของเธอ เธอเดินเข้ามาหาผมพร้อมแก้วน้ำซึ่งมีน้ำเต็มแก้ว

 

ขอบคุณนะ

 

ไม่เป็นไรหรอก ขอบคุณนะที่คุณลงมาเยี่ยมห้องของฉัน ที่นี้คุณยังอยากรู้หรือเปล่าว่าฉันชื่ออะไร"

*************

edit @ 3 Mar 2008 21:24:36 by abwrite

edit @ 3 Mar 2008 21:25:48 by abwrite

edit @ 7 Mar 2008 04:37:37 by abwrite

edit @ 7 Mar 2008 04:45:24 by abwrite